
คำตอบสั้น: ภาษีป้าย คือภาษีท้องถิ่นที่เจ้าของป้ายต้องเสียเมื่อติดตั้งป้ายที่แสดงชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบการค้าหรือกิจการเพื่อหารายได้ โดยคิดจากพื้นที่ป้ายหารด้วย 500 ตารางเซนติเมตร แล้วคูณอัตราตามประเภทของข้อความบนป้าย ป้ายภายในอาคารที่มองไม่เห็นจากภายนอกและป้ายของหน่วยงานรัฐเป็นตัวอย่างที่ได้รับยกเว้น ส่วนป้ายใหม่ต้องยื่นแบบ ภ.ป.1 ภายใน 15 วันนับแต่วันติดตั้ง
บทความนี้สรุปตามกฎหมายภาษีป้ายและกฎกระทรวงกำหนดอัตราภาษีป้าย พ.ศ. 2563 ที่ใช้กับป้ายซึ่งต้องเสียภาษีตั้งแต่ 1 มกราคม 2564 เป็นต้นไป เพื่อให้เจ้าของร้านและฝ่ายบัญชีวางแผนก่อนสั่งทำป้ายได้ถูก อย่างไรก็ตามรายละเอียดการประเมิน การชำระ และเอกสารที่ต้องยื่นอาจต่างกันเล็กน้อยตามสำนักงานเขต เทศบาล หรือ อบต. ในพื้นที่ที่ติดตั้ง ควรตรวจสอบกับหน่วยงานท้องถิ่นก่อนยื่นจริงทุกครั้ง
ภาษีป้ายคืออะไร และใครเป็นผู้เสียภาษี
ภาษีป้ายเป็นภาษีที่จัดเก็บโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น สำนักงานเขตในกรุงเทพฯ เทศบาล หรือ อบต. ผู้ที่ต้องเสียภาษีคือ เจ้าของป้าย ไม่ใช่ช่างที่ติดตั้ง ถ้าเป็นป้ายหน้าร้านที่เช่าพื้นที่อยู่ ผู้ประกอบการที่ติดป้ายมักเป็นผู้ยื่นแบบเอง
ป้ายที่เข้าข่ายคือป้ายที่แสดงชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายเพื่อการค้า ไม่ว่าจะติดบนอาคาร ตั้งพื้น หรือแขวนอยู่กลางแจ้ง ไม่ว่าจะเป็นป้ายไฟ ป้ายตัวอักษรโลหะ ป้ายไวนิล หรือป้ายโครงเหล็ก ตัววัสดุไม่ใช่เกณฑ์ ประเด็นคือป้ายนั้นใช้เพื่อประกอบกิจการหรือไม่ และมองเห็นจากภายนอกหรือไม่
อัตราภาษีป้าย 3 ประเภท (ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร)
อัตราขึ้นกับว่าบนป้ายมีภาษาอะไร และข้อความเคลื่อนที่หรือเปลี่ยนได้หรือไม่ ตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราภาษีป้าย พ.ศ. 2563
- ประเภทที่ 1 ป้ายที่มีอักษรไทยล้วน: ข้อความเคลื่อนที่หรือเปลี่ยนได้ 10 บาท ป้ายอื่น 5 บาท
- ประเภทที่ 2 ป้ายที่มีอักษรไทยปนกับอักษรต่างประเทศ ภาพ หรือเครื่องหมายอื่น: ข้อความเคลื่อนที่หรือเปลี่ยนได้ 52 บาท ป้ายอื่น 26 บาท
- ประเภทที่ 3 ป้ายที่ไม่มีอักษรไทย หรือมีอักษรไทยอยู่ใต้หรือต่ำกว่าอักษรต่างประเทศ: ข้อความเคลื่อนที่หรือเปลี่ยนได้ 52 บาท ป้ายอื่น 50 บาท
หมายเหตุสำคัญ กฎหมายกำหนดขั้นต่ำต่อป้ายไว้ด้วย (ตามข้อมูลที่หน่วยงานท้องถิ่นแจ้ง ป้ายเล็กที่คำนวณได้ต่ำมากจะเสียตามขั้นต่ำต่อป้าย) จึงควรสอบถามจำนวนที่ต้องชำระจริงกับสำนักงานเขตหรือเทศบาลก่อนเตรียมงบ
สิ่งที่เจ้าของธุรกิจมักประเมินพลาดคือ ป้ายที่ใส่ชื่อแบรนด์เป็นอักษรอังกฤษ พร้อมข้อความไทยบางส่วน จัดเป็นประเภทที่ 2 ซึ่งอัตราสูงกว่าป้ายไทยล้วนหลายเท่า และถ้าอักษรไทยอยู่ใต้อักษรอังกฤษจะเข้าประเภทที่ 3 การจัดวางข้อความจึงมีผลต่อภาษีตลอดอายุการใช้ป้าย
ป้ายที่ได้รับยกเว้นภาษีป้าย
ตัวอย่างป้ายที่ได้รับยกเว้นตามที่กฎหมายกำหนด
- ป้ายที่แสดงไว้ภายในอาคารหรือใต้หลังคา ซึ่งไม่ได้มองเห็นโดยตรงจากภายนอกอาคาร
- ป้ายที่ไม่ได้ติดตั้งถาวร และนำเข้าเก็บเป็นประจำ เช่น ป้ายตั้งหน้าร้านที่เก็บเมื่อปิดร้าน
- ป้ายงานชั่วคราว เช่น ป้ายงานแสดงสินค้าหรือนิทรรศการ
- ป้ายของหน่วยงานรัฐที่แสดงไว้ที่หน่วยงานนั้น
- ป้ายของโรงเรียนเอกชนหรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่แสดงกิจการของสถาบัน
- ป้ายของวัด สมาคม หรือมูลนิธิ ที่ใช้เพื่อกิจกรรมทางศาสนาหรือสาธารณประโยชน์
- ป้ายของผู้ผลิตทางการเกษตรที่ขายผลผลิตของตนเอง
รายการยกเว้นละเอียดกว่านี้และเงื่อนไขของแต่ละข้ออาจต่างกัน ถ้าไม่แน่ใจว่าป้ายของคุณอยู่ในข้อใด ให้ถามเจ้าหน้าที่ฝ่ายรายได้ของท้องถิ่นพร้อมภาพถ่ายป้ายและตำแหน่งติดตั้ง
วิธีวัดพื้นที่ป้ายและตัวอย่างคำนวณ
พื้นที่ป้ายคิดจากความกว้างที่สุดคูณความยาวที่สุดของป้าย หน่วยเป็นตารางเซนติเมตร กรณีป้ายที่ไม่มีขอบเขตชัดเจน เช่น ตัวอักษรที่พ่นหรือติดบนผนังอาคาร ให้วัดจากขอบนอกสุดของตัวอักษรซ้ายถึงขวา และบนถึงล่าง
ตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นวิธีคิด ป้ายหน้าร้านขนาด 300 × 100 เซนติเมตร มีพื้นที่ 30,000 ตารางเซนติเมตร หารด้วย 500 ได้ 60 หน่วย
- ถ้าเป็นป้ายอักษรไทยล้วนแบบอยู่กับที่ (อัตรา 5 บาท) = 60 × 5 = 300 บาทต่อปี
- ถ้าเป็นป้ายอักษรไทยปนอังกฤษแบบอยู่กับที่ (อัตรา 26 บาท) = 60 × 26 = 1,560 บาทต่อปี
- ถ้าเป็นป้ายที่ไม่มีอักษรไทยแบบอยู่กับที่ (อัตรา 50 บาท) = 60 × 50 = 3,000 บาทต่อปี
ตัวเลขข้างต้นเป็นตัวอย่างคำนวณจากอัตราในกฎกระทรวง ไม่ใช่ใบแจ้งหนี้จริง ยอดจริงขึ้นกับการประเมินของเจ้าหน้าที่
กำหนดยื่นแบบ ภ.ป.1 และการชำระภาษี
- ป้ายใหม่: ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย (ภ.ป.1) ภายใน 15 วันนับแต่วันติดตั้งหรือวันที่เริ่มแสดงป้าย
- ป้ายเดิมที่ต้องเสียต่อเนื่อง: ยื่นแบบและชำระภาษีภายในช่วงต้นปี ตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 31 มีนาคมของทุกปี
- เปลี่ยนขนาดหรือข้อความบนป้าย: แจ้งเจ้าหน้าที่ภายใน 15 วันนับแต่วันเปลี่ยนแปลง เพราะอาจทำให้ประเภทและยอดภาษีเปลี่ยน
- หลังได้รับแจ้งการประเมิน: ชำระภายในกำหนดตามที่ระบุในใบแจ้ง ซึ่งโดยทั่วไปคือ 15 วัน
ช่องทางชำระขึ้นกับท้องถิ่น บางพื้นที่รับทั้งที่สำนักงาน ธนาคาร หรือระบบออนไลน์ ควรสอบถามก่อนว่ารับช่องทางไหนและมีค่าธรรมเนียมหรือไม่
เงินเพิ่มและค่าปรับที่ควรรู้
- ยื่นแบบล่าช้า: เงินเพิ่ม 10% ของภาษีที่ต้องชำระ
- ชำระล่าช้าหลังยื่นแบบ: เงินเพิ่ม 2% ต่อเดือน เศษของเดือนนับเป็นหนึ่งเดือน
- แจ้งข้อมูลไม่ตรงความจริง: ถูกประเมินเพิ่มพร้อมเงินเพิ่มตามที่กฎหมายกำหนด
- ไม่แจ้งการโอนป้าย หรือไม่แสดงหลักฐานการเสียภาษีไว้ที่ป้าย อาจถูกปรับตามกฎหมาย
ปัญหาที่เจอบ่อยในหน้างานคือเจ้าของกิจการเปลี่ยนมือหรือย้ายร้านแล้วลืมแจ้งโอนป้าย จึงยังถูกแจ้งภาษีย้อนหลังในชื่อเดิม
วางแผนก่อนสั่งทำป้าย ช่วยลดภาษีได้อย่างไร
ภาษีป้ายคำนวณจากพื้นที่และภาษาบนป้าย ขั้นตอนออกแบบจึงมีผลโดยตรง
- เลือกขนาดตามระยะมองเห็นจริง ป้ายใหญ่ขึ้นหนึ่งเท่าหมายถึงภาษีเพิ่มหนึ่งเท่า การคำนวณระยะอ่านจากถนนช่วยหาขนาดที่คุ้ม ดูหลักคิดได้ใน ป้ายหน้าร้านสวยๆ ดึงดูดลูกค้า ออกแบบอย่างไรให้ปัง
- จัดวางข้อความภาษาไทยให้เด่นกว่า ถ้าแบรนด์ใช้ชื่ออังกฤษ การวางข้อความไทยไม่ให้อยู่ใต้อักษรต่างประเทศจะไม่ตกประเภทที่ 3
- วางงบรวม เมื่อเทียบราคาป้าย ให้บวกภาษีรายปีเข้าไปด้วย ดูปัจจัยต้นทุนอื่นใน รับทำป้ายราคาเท่าไร ปัจจัยราคาตามวัสดุ ขนาด และการติดตั้ง
สรุป: ทำอะไรต่อ
เริ่มจากวัดขนาดป้ายและจดภาษาที่ใช้บนป้าย จากนั้นตรวจกับสำนักงานเขต เทศบาล หรือ อบต. ในพื้นที่ว่าป้ายของคุณเข้าประเภทไหนและต้องยื่นเมื่อไร ถ้ากำลังวางแผนทำป้ายใหม่และอยากให้ขนาดกับข้อความลงตัวตั้งแต่แบบ ปรึกษาทีมงานได้ที่ บริการรับทำป้าย หรือ ติดต่อเรา
คำถามที่พบบ่อย
ป้ายหน้าร้านต้องเสียภาษีป้ายทุกร้านไหม
ป้ายที่แสดงชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายเพื่อการค้าและมองเห็นจากภายนอกต้องเสียภาษี ยกเว้นป้ายที่เข้าเงื่อนไขยกเว้น เช่น ป้ายในอาคารที่ไม่เห็นจากภายนอกหรือป้ายที่นำเก็บเป็นประจำ
ป้ายภาษาอังกฤษล้วนเสียภาษีเท่าไร
ป้ายที่ไม่มีอักษรไทยจัดเป็นประเภทที่ 3 ตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2563 อัตรา 50 บาทต่อ 500 ตารางเซนติเมตร (ป้ายอยู่กับที่) หรือ 52 บาท (ข้อความเคลื่อนที่หรือเปลี่ยนได้)
ติดตั้งป้ายใหม่ต้องยื่นภาษีป้ายเมื่อไร
ยื่นแบบ ภ.ป.1 ภายใน 15 วันนับแต่วันติดตั้งหรือเริ่มแสดงป้าย และหลังจากนั้นยื่นต่อเนื่องทุกปีภายในเดือนมีนาคม ควรตรวจกำหนดและช่องทางกับท้องถิ่นของคุณ


